ประเพณีการแต่งงาน
มีความรับผิดชอบมากขึ้นและพร้อมที่จะเป็นครอบครัวและยังได้ทำหน้าที่แสดงความสามารถดังนั้นการแต่งงานตามทัศนะของผู้เขียนนั้นย่อมหมายถึง การที่ชาย - หญิงของไทยมีความรักใคร่ต่อกันจนสุกงอม แต่ให้เป็นไปตามประเพณีของสังคมเริ่มตั้งแต่การทาบทามสู่ขอหมั้นและแต่งงานก็ถือว่าการแต่งงานนั้นถูกต้องสมบูรณ์
บริบูรณ์แล้ว แต่ในกรณีที่มีเหตุสมควร(ป.พ.พ.ม. 1448)
2. การแต่งงานจะกระทำมิได้ถ้าชายหรือหญิงเป็นบุคคลวิกลจริต หรือเป็นบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ (ม. 1449)
3. ชายหญิงซึ่งเป็นญาติสายโลหิตโดยตรงขึ้นไปหรือลงมาก็ดี เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดาหรือมารดาก็ดีจะแต่งงานกันไม่ได้ โดยให้ถือความเป็นญาติตามสายโลหิตไม่คำนึงว่าจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
4. ผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมจะแต่งกันกันไม่ได้ (ม. 1451)
5. ชายหรือหญิงจะทำการแต่งงานในขณะที่ตนมีคู่แต่งงานอยู่ไม่ได้ (ม. 1452)
6. หญิงที่สามีตายหรือที่การแต่งงานสิ้นสุดลงด้วยประการอื่น จะทำการแต่งงานใหม่ได้ต่อเมื่อการสิ้นสุดแห่งการแต่งงานได้ผ่านพ้นไปแล้วไม่น้อยกว่า 310 วัน หรือคลอดบุตรแล้วในระหว่างนั้นหรือแต่งงานกับคู่คนเดิม หรือได้มีใบรับรองของแพทย์ประกาศนียบัตร หรือปริญญาบัตรระบุไว้ว่าไม่มีครรภ์ตลอดจนมีคำสั่งของศาลให้ทำการแต่งงานได้
(ตามสุดท้ายถ้าเพลงหากมีเหตุที่จำเป็น
8. การแต่งงานตามประมวลกฎหมายนี้ จะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนแต่งงานแล้วเท่านั้น
ประเพณีการแต่งงาน 4 ภาคตามขนบธรรมเนียมไทย
สำหรับพิธีแต่งงานในประเทศไทยนั้นมีการแบ่งออกตามภูมิภาคต่าง ๆ อย่างภาคเหนือจะมีพิธีแต่งงานแบบล้านนา, ภาคอีสานมีการจัดงานแต่งงานที่เรียกว่ากินดอง ,
ภาคใต้มีพิธีแต่งงานแบบอิสลามและภาคกลางมีพิธีรดน้ำ สังข์ประเพณีความเชื่อที่แตกต่างกันดังนี้
ภาคเหนือ
ภาคเหนือคือแบบล้านนาการเชิญผู้ที่เคารพนับถือญาติพี่น้องซึ่งอีกหนึ่งความหมายคืองานที่มีความใหญ่โตเชิญผู้คนมาร่วมงานเป็นจำนวนมากที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่างานกินแขกโดยมีลำดับขั้นตอนดังนี้
การแต่งงานแบบสู่ขอ ฝ่ายชายจะต้องบอกพ่อแม่และญาติพี่น้องจัดการสู่ขอ
พิธีการแต่งงาน: หลังจากที่ได้ฤกษ์ยามมาแล้วรวมทั้งจัดขันปอกมือหรือพานบายศรีและอาหารเมื่อพร้อมแล้วมีเจ้าบ่าวถือดาบและหีบพอถึงบ้านเจ้าสาวแล้วบริเวณทางเข้าจะมีเด็ก ๆหรือทำเป็นเช็ดเท้าให้บ่าว
โดยให้หญิงนั่งซ้ายชายนั่งขวาผูกมือและกล่าวคำอวยพรด้วยการทำพิธีฮ้องขวัญ หรือจุดพิธีการโดยสวมมาลัยแล้วสวมมงคลคู่เพื่อเป็นสิริมงคลแก่คู่บ่าวสาว
มีลูกหลานเต็มบ้าน
หรือบนฟูกที่จัดตกแต่งไว้ให้หญิงนั่งซ้ายชายนั่งขวาสั่งสอนในการครองเรือนให้รักทะนุถนอมรักษาน้ำใจเสียสละซึ่งกันและกัน
โดยให้หญิงนั่งซ้ายชายนั่งขวาผูกมือและกล่าวคำอวยพรด้วยการทำพิธีฮ้องขวัญ หรือจุดพิธีการโดยสวมมาลัยแล้วสวมมงคลคู่เพื่อเป็นสิริมงคลแก่คู่บ่าวสาว
มีลูกหลานเต็มบ้าน
หรือบนฟูกที่จัดตกแต่งไว้ให้หญิงนั่งซ้ายชายนั่งขวาสั่งสอนในการครองเรือนให้รักทะนุถนอมรักษาน้ำใจเสียสละซึ่งกันและกัน
การไหว้พ่อแม่: เมื่อหนุ่มสาวอยู่กินกันได้ 3 วันหรือ 7 วันแล้วจากนั้นจะพากันไป "ไหว้พ่อแม่" เช่นเสื้อผ้าอาหารแห้งขนมให้ครบบุคคลที่ตนจะไหว้ตามสมควรพร้อมทั้งมีพานดอกไม้ธูปเทียนไปเคารพกราบไว้โดยมีความหมายว่าและขอคำแนะนำในการครองเรือนเรียกว่า
คือ
ทางล้านนามีความเชื่อว่าก่อนที่จะทำการสืบชะตาๆ ไว้ทำเป็นกระโจมไม้ 3 ขาหรือทำเป็นสามสุ่มแบบปืน 3 กระบอกพิงกันหรือแบบขาหยั่งใช้ด้ายสายสิญจน์โยงศีรษะติดกับขากระโจมทั้ง 3 ขานิยมนิมนต์พระสงฆ์ 7, 9 รูปและทำบุญถวายสังฆทานถวายเพลพร้อมกันทีเดียว
ภาคอีสาน
หมายถึง ดังนี้
การสู่ขอ: หลังจากหนุ่มสาวมีความชอบพอกันให้ไปสู่ขอฝ่ายหญิงจากญาติผู้ใหญ่เรียกว่าการโอม
พิธีแห่ขันหมาก: หลังจากที่มีการโอมสาวหรือการสู่ขอจากญาติผู้ใหญ่กันแล้ว ฝ่ายเจ้าบ่าวและญาติ ๆ จะต้องแห่ขันหมากคู่บ่าวสาวกำลังจะแต่งงานกันคือญาติผู้ใหญ่ผู้สูงอายุและเฒ่าแก่สู่ขอจะเดินหน้าพร้อมถือขันเงินสินสอดถัดจากนั้นคือเจ้าบ่าวจากนั้นคือขบวนพาขวัญและปิดท้ายด้วยขบวนดนตรีพื้นบ้านปี่แคนและกลองเป็นต้น
วิธีการแห่ขันหมาก: เริ่มต้นด้วยเจ้าโคตรหรือเฒ่าแก่จะเป็นผู้ถือขันสินสอดในการสู่ขอโดยมีเจ้าบ่าวเดินตามมาหลังจากนั้นให้นำพาขวัญ , ขันหมากและขันเหล้าที่ใช้ให้หญิงสาวบริสุทธิ์เป็นผู้ถือและเดินตาม หลังเจ้าบ่าวโดยก่อนที่เข้าบ้านและเฒ่าแก่ที่ถือขันสินสอดและช่วยเช็ดเท้าให้ ฝ่ายเจ้าบ่าวจะพบประตูเงินประตูทองจากบรรดาญาติ ๆ ของฝ่ายหญิงก่อนจากนั้นโปรยด้วยเมล็ดข้าวเปลือกถั่วและงาลงบนสินสอดพิธี
พิธีสู่ขวัญ หรือการสมนาและมอบผ้าโสร่งและเสื้อผู้ชายให้กับญาติผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ชายจะมีการให้โอวาทแก่บ่าวสาวเป็นอันเสร็จพิธีปูที่นอนการและการส่งตัวเข้าหอและยังคงรักใคร่กันดีเป็นผู้ปูที่นอนให้บ่าวสาวโดยให้ปูของผู้ชายไว้ทางขาวให้มีตำแหน่งสูงกว่าและของผู้หญิงปูไว้ทางซ้ายให้มีตำแหน่งต่ำกว่าฝ่ายชายแล้วทำพิธีนอนเอาฤกษ์และให้โอวาทในการอยู่ร่วมกัน
ภาคใต้
การสู่ขอ : ประเพณีการแต่งงานในศาสนาอิสลามเริ่มจากการสู่ขอ
โดยมีเงื่อนไขว่าต้องสู่ขอสตรีที่สามารถแต่งงานได้ด้วยเท่านั้น
หมายถึงหญิงที่ไม่ได้อยู่ระหว่าง อิดดะฮ (อยู่ในช่วงสามเดือนแรกของการหย่าร้าง)
หรือหญิงสามีตาย (ซึ่งต้องรอจนครบสี่เดือนกับสิบวันเสียก่อนจึงจะสู่ขอได้)
เมื่อฝ่ายหญิงตอบตกลงและกำหนด “มะฮัร” คือเงินที่ฝ่ายชายมอบให้ฝ่ายหญิงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ก็ต้องหาวันแต่งงานตามสะดวก
วันแต่งงานเจ้าบ่าวจะต้องยกของหมั้นหรือมะฮัรมาที่บ้านเจ้าสาว
หรือนัดวะลีย์และพยานทั้งสองฝ่ายไปเจอกันที่มัสยิดก็ได้ นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดวันแต่งงาน
เนื่องจากความเชื่อของศาสนาอิสลามไม่เชื่อในเรื่องโชคชะตา
จึงไม่นิยมดูฤกษ์ยามก่อนแต่งงาน
และมีข้อห้ามไม่ให้เชื่อเรื่องดวงดาวและโชคชะตาต่าง ๆ อีกด้วย ดังนั้น
ชาวมุสลิมจึงไม่มีฤกษ์วันแต่งงาน นอกจากความสะดวกทั้งสองฝ่ายเท่านั้น
คำกล่าวที่ใช้ในพิธีนิกะห์ : คำเสนอของวะลีย์ คือ คำกล่าวของผู้ปกครองฝ่ายเจ้าสาวเพื่อให้เจ้าบ่าวยอมรับการแต่งงานครั้งนี้ ซึ่งเป็นการตอบรับระหว่างชายหญิง หลังจากนั้นจะมีการอ่านคัมภีร์อัลกุรอาน (บทที่ว่าด้วยการครองเรือน) ให้บ่าวสาวฟัง เพียงแค่นี้ก็เสร็จสมบูรณ์
การเลี้ยงฉลองการแต่งงาน : หลังแต่งงานสามารถจัดงานเลี้ยงฉลองได้ เรียกว่า "วะลีมะฮ" ซึ่งจัดเลี้ยงที่บ้าน สโมสร หรือโรงแรมก็ได้ ตามสะดวก การเลี้ยงฉลองอาจไม่ต้องทำในวันเดียวกับวันนิกะห์ก็ได้ แต่การเลี้ยงฉลองนั้นต้องไม่เกิน 2 วัน เพราะอิสลามเคร่งครัดในเรื่องของงานเลี้ยงที่ฟุ่มเฟือย โดยมีคำกล่าวไว้ว่า "งานเลี้ยงที่เลวที่สุดคืองานเลี้ยงนิกะห์ และเลี้ยงเฉพาะคนรวย" เพราะศาสนาอิสลามเชื่อว่าทุกคนเท่าเทียมกันไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ
คำกล่าวที่ใช้ในพิธีนิกะห์ : คำเสนอของวะลีย์ คือ คำกล่าวของผู้ปกครองฝ่ายเจ้าสาวเพื่อให้เจ้าบ่าวยอมรับการแต่งงานครั้งนี้ ซึ่งเป็นการตอบรับระหว่างชายหญิง หลังจากนั้นจะมีการอ่านคัมภีร์อัลกุรอาน (บทที่ว่าด้วยการครองเรือน) ให้บ่าวสาวฟัง เพียงแค่นี้ก็เสร็จสมบูรณ์
การเลี้ยงฉลองการแต่งงาน : หลังแต่งงานสามารถจัดงานเลี้ยงฉลองได้ เรียกว่า "วะลีมะฮ" ซึ่งจัดเลี้ยงที่บ้าน สโมสร หรือโรงแรมก็ได้ ตามสะดวก การเลี้ยงฉลองอาจไม่ต้องทำในวันเดียวกับวันนิกะห์ก็ได้ แต่การเลี้ยงฉลองนั้นต้องไม่เกิน 2 วัน เพราะอิสลามเคร่งครัดในเรื่องของงานเลี้ยงที่ฟุ่มเฟือย โดยมีคำกล่าวไว้ว่า "งานเลี้ยงที่เลวที่สุดคืองานเลี้ยงนิกะห์ และเลี้ยงเฉพาะคนรวย" เพราะศาสนาอิสลามเชื่อว่าทุกคนเท่าเทียมกันไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ
ภาคกลาง
พิธีแต่งงานแบบไทยภาคกลาง ของพิธีแต่งงานแบบภาคกลางจะเริ่มต้นจากหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่ตกลงปลงใจจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน รวมถึงฤกษ์งานแต่งงาน
คือพิธีการแห่ขบวนขันหมาก
คือพิธีการแห่ขบวนขันหมาก
พิธีการตั้งขบวนแห่ขันหมากแห่ขันหมากรับขันหมาก ดังนั้นจึงมีการรวบรัดเอาขันหมากหมั้นและขันหมากแต่งเข้าไว้ด้วยกันโดยจะที่มีทั้งขันหมากเอกและขันหมากโท ซึ่งจะต้องผ่านด่านพิธีกั้นประตูทั้ง 3 คือประตูนากประตูเงินและประตูทองโดยเจ้าบ่าวจะเตรียมซองไว้ หลังจากนี้ถือเป็นพิธีการช่วงต่อไป
พิธีสู่ขอและพิธีนับสินสอด: ขั้นตอนต่อไปคือ เมื่อตกลงยินยอมยกลูกสาวให้เพื่อเข้าสู่พิธีนับสินสอด งาข้าวเปลือกข้าวตอกดอกไม้ใบเงินใบทอง
ประธานในพิธีคล้องพวงมาลัยสวมมงคลแฝดบนศีรษะของบ่าวสาวพร้อมกับเจิมที่หน้าผากมงคลแฝด ตามด้วยพ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ผู้ร่วมงานที่เป็นผู้ใหญ่และเชิญแขกอื่น ๆ เข้ารดน้ำตามลำดับความอาวุโส
พิธีรับไหว้ พิธีรับไหว้หรือพิธีไหว้ผู้ใหญ่ พร้อมกับให้พรและใส่ซองเงิน
: เป็นพิธีสำคัญในช่วงสุดท้าย และนำตัวเจ้าสาวเข้ามาและเมื่อเจ้าสาวเข้ามาในห้องแล้ว
: เป็นพิธีสำคัญในช่วงสุดท้าย และนำตัวเจ้าสาวเข้ามาและเมื่อเจ้าสาวเข้ามาในห้องแล้ว





No comments:
Post a Comment